นักวิชาการหลายกลุ่มเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ภาษียาสูบในปี 2560 ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ามีปัญหาในการจัดเก็บรายได้และไม่ได้ผลตามเป้าหมาย รายงานระบุว่ารัฐสูญเสียรายปีกว่า 200 ล้านบาทจากการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าว นักวิชาการชี้ว่าการปรับอัตราภาษีในปี 2560 ไม่ได้ส่งผลต่อการลดการสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับทำให้เกิดความไม่สมเหตุผลในการจัดเก็บรายได้
การเรียกร้องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หลายหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลการเก็บภาษียาสูบในช่วงปี 2560 พบว่ามีการจัดเก็บไม่ครบถ้วนและมีการหลบเลี่ยงจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการใช้ระบบภาษีแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์การลดการสูบบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเก็บภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบัน
การพูดคุยเกี่ยวกับการปรับระบบภาษียาสูบเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการสูบบุหรี่ในระยะยาว หลายฝ่ายมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้รัฐได้รายได้ที่มั่นคงมากขึ้น พร้อมทั้งลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว




























